วันนี้มาแปลกและยาวหน่อย...ขุดเจอไฟล์เวิร์ดที่เคยแปลเรื่องสั้นเอาไว้เมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว
เลยเอามาลงในบล็อกเผื่อจะมีท่านใดใคร่อ่าน...
เรื่องนี้ไม่ได้แต่งเองนะฮะ เพราะงั้นก็ถือว่ามีคุณค่าน่าอ่านเลยเชียวละ :D

(เพราะงั้นเอ็นทรี่นี้ก็เลยไม่มีภาพประกอบ เพราะในบรรดาคลังภาพตัวเอง ไม่มีภาพที่เข้ากับเรื่องนี้เลย -_- )


 

 

 

โคมไฟ

              

               ยิ่งพูดไป ผู้คนก็ไม่ยอมเชื่อดิฉัน ผู้คนที่ได้เจอคนแล้วคนเล่า ล้วนระแวดระวังดิฉันไปซะทุกคน แม้แต่จะไปเยี่ยมเพียงเพราะคิดถึงอยากเห็นหน้าก็ยังเจอสายตาที่คล้ายจะบอกว่า ‘มาทำอะไรของเธอ’ คอยต้อนรับ เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้จริง ๆ

               ดิฉันไม่อยากจะไปที่ไหนอีกต่อไปแล้ว แม้แต่การไปโรงอาบน้ำสาธารณะที่อยู่ใกล้ ๆ ก็จะต้องไปตอนช่วงย่ำค่ำ นั่นก็เพราะไม่อยากถูกใครเห็นหน้านั่นเอง ถึงอย่างนั้นก็ตาม สำหรับตัวดิฉันเมื่อกลางฤดูร้อนนั้น ก็ยังรู้สึกเหมือนเป็นที่สะดุดตาด้วยชุดยูกาตะที่ขาวโพลนดูลอยออกมาในความมืดย่ำค่ำ ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนเจียนสิ้นใจเลยทีเดียว

               ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้เกิดรู้สึกเหงาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และเพราะเข้าช่วงลดราคาด้วย จึงตั้งใจจะเปลี่ยนเป็นชุดกิโมโนพื้นดำไม่มีลายในทันทีทันใด การผ่านพ้นทั้งฤดูใบไม้ร่วง, ฤดูหนาว, ฤดูใบไม้ผลิ ด้วยการแต่งกายเดิม ๆ แบบนี้ ครั้นพอเข้าช่วงฤดูร้อนแล้วยังจะต้องสวมชุดยูกาตะสีขาวเดินไปเดินมาอีกล่ะก็ จะเป็นเรื่องที่เกินไปแล้ว

               อย่างน้อยจนกว่าจะถึงฤดูร้อนปีหน้าก็อยากเปลี่ยนเป็นชุดที่สามารถใส่เดินได้อย่างไม่ต้องกังวลชุดลายดอกอะซะกะโอะนี้ อยากจะแต่งหน้าบาง ๆ เดินกลางฝูงชนในวันงานวัด เมื่อนึกถึงความสุขใจในเวลานั้นก็ทำให้หัวใจเต้นระรัวเลยล่ะ

              

               ดิฉันก่อการโจรกรรมขึ้นมา เรื่องนั้นไม่มีผิดเพี้ยนแต่อย่างใด ดิฉันไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นเรื่องดี เพียงแต่ว่า...ไม่สิ, จะพูดความตั้งแต่แรก ดิฉันหันหน้าพูดไปทางเทพเจ้าต่างหาก ดิฉันไม่พึ่งพามนุษย์ คนที่จะเชื่อเรื่องของดิฉันนั้นก็เชิญเชื่อไปเถิด

               ตัวดิฉันเอง เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของร้านขายเกี๊ยะยากจน ตอนกลางคืน ขณะที่ดิฉันนั่งหั่นหอมอยู่ในห้องครัว ก็มีเสียงร้องไห้พลางเรียก ‘พี่สาวจ๋า’ ฟังดูน่าสงสารจากทางทุ่งลอยมาเข้าหู ดิฉันจึงหยุดมือ และคิดขึ้นมาแว่บหนึ่ง ตัวดิฉันเองหากมีน้องชายหรือน้องสาวที่จะร้องไห้เรียกหาอย่างน่าอาทรเช่นนั้นบ้างล่ะก็ อาจจะไม่ต้องมีชีวิตอันเหงาเศร้าเฉกเช่นนี้ก็เป็นได้ เมื่อคิดเช่นนั้น ในดวงตาที่ฟุ้งไปด้วยไอต้นหอมก็มีน้ำตาอุ่นผะผ่าวซึมออกมา พอใช้หลังมือป้ายน้ำตา ก็ยิ่งถูกไอของต้นหอมเล่นงานหนักขึ้น จนน้ำตาไหลออกมาเรื่อย ๆ กระทั่งไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีในที่สุด

               ที่เริ่มมีข่าวลือทำนองว่า ’ยัยผู้หญิงคนนั้นเริ่มบ้าผู้ชายอย่างไม่อายใคร’ ออกมาจากแถบบ้านของคะมิยุยซังนั้น เป็นช่วงที่ซากุระเริ่มแตกใบใหม่ ทั้งดอกนะเดะชิโกะ ดอกอะยะเมะ เริ่มออกมาให้เห็นตามร้านยามราตรีในวันงานวัด แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ในเวลานั้นช่างน่าสนุกเสียจริง ๆ มิซุโนะซังนั้น เมื่อตะวันตกดินก็จะมารับดิฉัน ส่วนตัวดิฉันเองนั้นได้สวมกิโมโนไว้อย่างเรียบร้อย พร้อมกับแต่งหน้าเสร็จตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดินนั่นแล้ว และเดินเข้าออกตรงประตูบ้านอยู่นั่นเอง บรรดาเพื่อนบ้านเมื่อเห็นลักษณะเช่นนั้นของดิฉันก็ค่อย ๆ ชี้นิ้วมาและซุบซิบกันทำนองว่า ‘นั่นไง ยัยซะกิโกะร้านขายเกี๊ยะจะไปหาผู้ชายแล้ว’ ซึ่งต่อมาดิฉันจึงได้ทราบในภายหลัง ทางพ่อแม่ก็คงจะรู้สึกได้ราง ๆ แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้

 

               ตัวดิฉันนั้นมีอายุได้ 24 ปีในปีนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้ไปเป็นเจ้าสาว ทั้งยังหาเจ้าบ่าวไม่ได้ นั่นเป็นเพราะความยากจนของครอบครัวประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือ แม่ของดิฉันเกิดพูดเรื่องที่ตนเป็นเมียน้อยเจ้าของที่ดินผู้มีอิทธิพลในเมืองนี้กับพ่อของดิฉัน และพอลืมบุญคุณเจ้าของที่ดินแล้วหนีมาอยู่บ้านของพ่อได้ไม่นานนักก็คลอดดิฉันออกมา ซึ่งหน้าตาของดิฉันไม่เหมือนทั้งของพ่อและเจ้าของที่ดินคนนั้น จึงดูเหมือนว่าดิฉันต้องยอมรับการถูกจำกัดสังคม และการปฏิบัติคล้ายกับเป็นผู้ถูกกีดกันจากสังคมในช่วงหนึ่ง จากการที่เป็นลูกสาวของครอบครัวเช่นนี้ การห่างไกลจากเรื่องออกเรือนนั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

               อย่างไรก็ตาม ด้วยรูปโฉมเช่นนี้ ต่อให้เกิดในครอบครัวสูงศักดิ์มั่งคั่ง ก็อาจจะมีชะตากรรมให้แคล้วคลาดไปอยู่ดีก็เป็นได้ กระนั้นก็ตาม ดิฉันก็ไม่ได้เคียดแค้นพ่อ กับแม่ก็ไม่ได้เคียดแค้นอะไร ดิฉันเป็นลูกที่แท้จริงของพ่อ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม ดิฉันก็เชื่อเช่นนั้น ทั้งพ่อและแม่ล้วนกรุณาเอาใจใส่ดิฉันเป็นอย่างดี ดิฉันเองก็เอาใจใส่บุพการีเป็นอย่างดี ทั้งพ่อและแม่ต่างก็เป็นคนอ่อนแอ แม้แต่กับดิฉันที่เป็นลูกแท้ ๆ ก็ยังเกรงใจอะไรอยู่บ้าง ดิฉันตระหนักดีว่าทุกคนต้องเอื้ออาทรแก่ผู้อ่อนแอที่หวาดหวั่นทั้งหลาย ตัวดิฉันนั้นคิดอยู่เสมอว่า สำหรับบุพการีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลำบากหรือเปล่าเปลี่ยวเพียงไหนก็จะอดทนฝ่าไปให้ได้ กระนั้นก็ตาม ตั้งแต่ได้สมาคมกับมิซุโนะซัง ตัวดิฉันก็เริ่มเกียจคร้านในการกตัญญูต่อพ่อแม่ขึ้นมานิดหน่อย

               หากจะพูดไปก็เป็นเรื่องที่น่าละอาย มิซุโนะซังนั้นเป็นนักเรียนโรงเรียนพาณิชย์ที่อายุอ่อนกว่าดิฉันถึง 5 ปีเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็โปรดได้อภัยด้วยเถิด เพราะตัวดิฉันเองไม่มีทางเลือกอื่นใด ตอนฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ตาซ้ายของดิฉันมีอาการไม่ดี จึงไปหาจักษุแพทย์ที่อยู่ใกล้ ๆ ดิฉันจึงได้รู้จักกับมิซุโนะซังที่ห้องรอพบแพทย์ของโรงพยาบาลนั้นนั่นเอง

 

               ดิฉันเป็นผู้หญิงประเภทที่ชอบเสน่หาได้คนอื่นด้วยการมองเพียงแว่บเดียวเท่านั้น ลักษณะการติดผ้าปิดตาซ้ายแบบเดียวกับดิฉัน นั่งห่อไหล่ดูไม่ใคร่สบายแลเฝ้าเปิดพจนานุกรมดูหน้านั้นหน้านี้ซ้ำไปมานั้นดูช่างน่าสงสารยิ่งนัก ด้านดิฉันนั้น เป็นเพราะผ้าปิดตาทำให้ยังรู้สึกหดหู่ใจอยู่นั่นเอง แม้จะมองผ่านหน้าต่างห้องรอพบแพทย์เพื่อดูใบอ่อนของต้นชิอิที่อยู่ด้านนอกก็ตาม ใบอ่อนของต้นชิอิก็ถูกอาบไปด้วยแสงวาวของแดดจนดูราวกับติดไฟไหม้เป็นเปลวสีเขียวขึ้นมา ดิฉันคิดว่าสรรพสิ่งที่อยู่ภายนอกทั้งหมดเป็นเหมือนสิ่งที่อยู่ในประเทศแห่งเทพนิยายอันแสนไกล ส่วนการที่ดิฉันรู้สึกถึงความงามอย่างเลอเลิศที่ไม่ใช่สิ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ของใบหน้ามิซุโนะซังนั้น ดิฉันตระหนักดีว่าต้องเป็นความช่วยเหลือแห่งเวทย์มนตร์ของผ้าปิดตาของดิฉันอย่างแน่นอน

               มิซุโนะซังเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีคนที่อยากจะเข้าไปนับญาติด้วย ครอบครัวเป็นร้านขายยาที่พออยู่ได้ คุณแม่เสียชีวิตเมื่อมิซุโนะซังยังเป็นเด็กเล็ก ส่วนคุณพ่อก็เสียชีวิตไปอีกเมื่อมิซุโนะซังอายุ 12 ปี จากนั้น กิจการของครอบครัวก็ไม่สามารถสืบต่อได้ พี่ชาย 2 คนกับพี่สาว 1 คนล้วนกระจายกันไปอยู่กับญาติที่อยู่ไกลออกไป มิซุโนะซังที่เป็นลูกคนสุดท้องก็ต้องถูกหัวหน้าคนงานที่ร้านเลี้ยงดู แม้ตอนนี้จะได้รับโอกาสให้ไปเรียนที่โรงเรียนพาณิชย์ก็ตาม แต่นั่นก็ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่น้อย และทำให้ดูเหมือนกำลังผ่านแต่ละวันอัน ๆ เงียบเหงาอยู่อย่างนั้น มีเพียงเวลาที่ได้เดินเล่นกับดิฉันเท่านั้นหรืออะไรทำนองนั้นเท่านั้นที่ดูสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนของตัวเองก็พูดได้อย่างเปิดเผยร่าเริง แม้แต่เรื่องรอบตัวก็ดูเหมือนจะยังมีเรื่องที่ไร้อิสระอยู่มากมาย กระทั่งพูดถึงเรื่องที่ได้ให้สัญญาว่าจะไปเล่นน้ำทะเลกับเพื่อนตอนฤดูร้อนปีนี้ก็ยังมองไม่เห็นวี่แววของความสนุกแม้แต่น้อย แต่กลับดูซึมไปเสียอีก ในคืนนั้น ดิฉันได้กระทำการโจรกรรม ดิฉันขโมยชุดว่ายน้ำทะเลสำหรับผู้ชายมาหนึ่งชุด

 

               ดิฉันค่อย ๆ เข้าไปในร้านไดมารุซึ่งเปิดกิจการกว้างขวางที่สุดในเมืองนี้แล้วทำเป็นสนใจชุดลำลองฤดูร้อนสตรี และดึงชุดว่ายน้ำสีดำที่อยู่ด้านหลังเข้ามาเหน็บไว้ที่รักแร้อย่างพอดิบพอดี  จากนั้นจึงออกจากร้านมาอย่างเงียบ ๆ ทว่าเมื่อก้าวไปได้สองสามก้าว ก็ถูกส่งเสียงเรียก ‘นี่ คุณ’ จากด้านหลัง และคล้ายกับถูกความหวาดกลัวจนแทบจะตะโกน ‘ว้าก’ นั้นไล่กวดมา ดิฉันจึงออกวิ่งราวกับคนเสียสติ พอได้ยินเสียงตะโกนว่า ‘ ขโมย ! ’ ดังมาจากทางด้านหลัง บ่าก็ถูกฟาดดังพลั่ก เมื่อหันหน้ากลับไปก็ถูกชกเข้าที่หน้าผากเข้าอย่างจัง

               ดิฉันถูกพาตัวไปยังป้อมตำรวจ ที่หน้าป้อมตำรวจนั้น ผู้คนมารวมตัวกันมืดฟ้ามัวดิน ทุกคนล้วนแต่เป็นคนในเมืองนี้ที่รู้จักหน้าตากันทั้งนั้น ผมของดิฉันคลายออก แม้แต่ผ้าคลุมเข่ายังยื่นออกมาจากชายชุดยูกาตะ เป็นสภาพที่น่าสมเพชเหลือเกิน

               คุณตำรวจให้ดิฉันเข้าไปนั่งที่ห้องแคบ ๆ ปูด้วยเสื่อทะทะมิที่อยู่ด้านในของป้อมตำรวจ จากนั้นจึงถามดิฉันหลาย ๆ อย่าง เป็นตำรวจผิวขาว ใบหน้าเรียว สวมแว่นตากรอบทอง อายุราว ๆ 27 หรือ 28 ปี ดูท่าทางน่าขยะแขยง หลังจากที่ถามชื่อ ที่อยู่ และอายุของดิฉันตามปกติก่อนจะค่อย ๆ บันทึกลงสมุดจดแล้วจู่ ๆ ก็แสยะยิ้มอย่างมีเลศนัยออกมา และพูดว่า

               “ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วล่ะ?”

               ดิฉันรู้สึกได้ถึงความรู้สึกหวาดหวั่นที่เย็นเยียบขึ้นมา ตัวดิฉันไม่ส