วันนี้มาแปลกและยาวหน่อย...ขุดเจอไฟล์เวิร์ดที่เคยแปลเรื่องสั้นเอาไว้เมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว
เลยเอามาลงในบล็อกเผื่อจะมีท่านใดใคร่อ่าน...
เรื่องนี้ไม่ได้แต่งเองนะฮะ เพราะงั้นก็ถือว่ามีคุณค่าน่าอ่านเลยเชียวละ :D

(เพราะงั้นเอ็นทรี่นี้ก็เลยไม่มีภาพประกอบ เพราะในบรรดาคลังภาพตัวเอง ไม่มีภาพที่เข้ากับเรื่องนี้เลย -_- )


 

 

 

โคมไฟ

              

               ยิ่งพูดไป ผู้คนก็ไม่ยอมเชื่อดิฉัน ผู้คนที่ได้เจอคนแล้วคนเล่า ล้วนระแวดระวังดิฉันไปซะทุกคน แม้แต่จะไปเยี่ยมเพียงเพราะคิดถึงอยากเห็นหน้าก็ยังเจอสายตาที่คล้ายจะบอกว่า ‘มาทำอะไรของเธอ’ คอยต้อนรับ เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้จริง ๆ

               ดิฉันไม่อยากจะไปที่ไหนอีกต่อไปแล้ว แม้แต่การไปโรงอาบน้ำสาธารณะที่อยู่ใกล้ ๆ ก็จะต้องไปตอนช่วงย่ำค่ำ นั่นก็เพราะไม่อยากถูกใครเห็นหน้านั่นเอง ถึงอย่างนั้นก็ตาม สำหรับตัวดิฉันเมื่อกลางฤดูร้อนนั้น ก็ยังรู้สึกเหมือนเป็นที่สะดุดตาด้วยชุดยูกาตะที่ขาวโพลนดูลอยออกมาในความมืดย่ำค่ำ ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนเจียนสิ้นใจเลยทีเดียว

               ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้เกิดรู้สึกเหงาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และเพราะเข้าช่วงลดราคาด้วย จึงตั้งใจจะเปลี่ยนเป็นชุดกิโมโนพื้นดำไม่มีลายในทันทีทันใด การผ่านพ้นทั้งฤดูใบไม้ร่วง, ฤดูหนาว, ฤดูใบไม้ผลิ ด้วยการแต่งกายเดิม ๆ แบบนี้ ครั้นพอเข้าช่วงฤดูร้อนแล้วยังจะต้องสวมชุดยูกาตะสีขาวเดินไปเดินมาอีกล่ะก็ จะเป็นเรื่องที่เกินไปแล้ว

               อย่างน้อยจนกว่าจะถึงฤดูร้อนปีหน้าก็อยากเปลี่ยนเป็นชุดที่สามารถใส่เดินได้อย่างไม่ต้องกังวลชุดลายดอกอะซะกะโอะนี้ อยากจะแต่งหน้าบาง ๆ เดินกลางฝูงชนในวันงานวัด เมื่อนึกถึงความสุขใจในเวลานั้นก็ทำให้หัวใจเต้นระรัวเลยล่ะ

              

               ดิฉันก่อการโจรกรรมขึ้นมา เรื่องนั้นไม่มีผิดเพี้ยนแต่อย่างใด ดิฉันไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นเรื่องดี เพียงแต่ว่า...ไม่สิ, จะพูดความตั้งแต่แรก ดิฉันหันหน้าพูดไปทางเทพเจ้าต่างหาก ดิฉันไม่พึ่งพามนุษย์ คนที่จะเชื่อเรื่องของดิฉันนั้นก็เชิญเชื่อไปเถิด

               ตัวดิฉันเอง เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของร้านขายเกี๊ยะยากจน ตอนกลางคืน ขณะที่ดิฉันนั่งหั่นหอมอยู่ในห้องครัว ก็มีเสียงร้องไห้พลางเรียก ‘พี่สาวจ๋า’ ฟังดูน่าสงสารจากทางทุ่งลอยมาเข้าหู ดิฉันจึงหยุดมือ และคิดขึ้นมาแว่บหนึ่ง ตัวดิฉันเองหากมีน้องชายหรือน้องสาวที่จะร้องไห้เรียกหาอย่างน่าอาทรเช่นนั้นบ้างล่ะก็ อาจจะไม่ต้องมีชีวิตอันเหงาเศร้าเฉกเช่นนี้ก็เป็นได้ เมื่อคิดเช่นนั้น ในดวงตาที่ฟุ้งไปด้วยไอต้นหอมก็มีน้ำตาอุ่นผะผ่าวซึมออกมา พอใช้หลังมือป้ายน้ำตา ก็ยิ่งถูกไอของต้นหอมเล่นงานหนักขึ้น จนน้ำตาไหลออกมาเรื่อย ๆ กระทั่งไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีในที่สุด

               ที่เริ่มมีข่าวลือทำนองว่า ’ยัยผู้หญิงคนนั้นเริ่มบ้าผู้ชายอย่างไม่อายใคร’ ออกมาจากแถบบ้านของคะมิยุยซังนั้น เป็นช่วงที่ซากุระเริ่มแตกใบใหม่ ทั้งดอกนะเดะชิโกะ ดอกอะยะเมะ เริ่มออกมาให้เห็นตามร้านยามราตรีในวันงานวัด แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ในเวลานั้นช่างน่าสนุกเสียจริง ๆ มิซุโนะซังนั้น เมื่อตะวันตกดินก็จะมารับดิฉัน ส่วนตัวดิฉันเองนั้นได้สวมกิโมโนไว้อย่างเรียบร้อย พร้อมกับแต่งหน้าเสร็จตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดินนั่นแล้ว และเดินเข้าออกตรงประตูบ้านอยู่นั่นเอง บรรดาเพื่อนบ้านเมื่อเห็นลักษณะเช่นนั้นของดิฉันก็ค่อย ๆ ชี้นิ้วมาและซุบซิบกันทำนองว่า ‘นั่นไง ยัยซะกิโกะร้านขายเกี๊ยะจะไปหาผู้ชายแล้ว’ ซึ่งต่อมาดิฉันจึงได้ทราบในภายหลัง ทางพ่อแม่ก็คงจะรู้สึกได้ราง ๆ แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้

 

               ตัวดิฉันนั้นมีอายุได้ 24 ปีในปีนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้ไปเป็นเจ้าสาว ทั้งยังหาเจ้าบ่าวไม่ได้ นั่นเป็นเพราะความยากจนของครอบครัวประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือ แม่ของดิฉันเกิดพูดเรื่องที่ตนเป็นเมียน้อยเจ้าของที่ดินผู้มีอิทธิพลในเมืองนี้กับพ่อของดิฉัน และพอลืมบุญคุณเจ้าของที่ดินแล้วหนีมาอยู่บ้านของพ่อได้ไม่นานนักก็คลอดดิฉันออกมา ซึ่งหน้าตาของดิฉันไม่เหมือนทั้งของพ่อและเจ้าของที่ดินคนนั้น จึงดูเหมือนว่าดิฉันต้องยอมรับการถูกจำกัดสังคม และการปฏิบัติคล้ายกับเป็นผู้ถูกกีดกันจากสังคมในช่วงหนึ่ง จากการที่เป็นลูกสาวของครอบครัวเช่นนี้ การห่างไกลจากเรื่องออกเรือนนั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

               อย่างไรก็ตาม ด้วยรูปโฉมเช่นนี้ ต่อให้เกิดในครอบครัวสูงศักดิ์มั่งคั่ง ก็อาจจะมีชะตากรรมให้แคล้วคลาดไปอยู่ดีก็เป็นได้ กระนั้นก็ตาม ดิฉันก็ไม่ได้เคียดแค้นพ่อ กับแม่ก็ไม่ได้เคียดแค้นอะไร ดิฉันเป็นลูกที่แท้จริงของพ่อ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม ดิฉันก็เชื่อเช่นนั้น ทั้งพ่อและแม่ล้วนกรุณาเอาใจใส่ดิฉันเป็นอย่างดี ดิฉันเองก็เอาใจใส่บุพการีเป็นอย่างดี ทั้งพ่อและแม่ต่างก็เป็นคนอ่อนแอ แม้แต่กับดิฉันที่เป็นลูกแท้ ๆ ก็ยังเกรงใจอะไรอยู่บ้าง ดิฉันตระหนักดีว่าทุกคนต้องเอื้ออาทรแก่ผู้อ่อนแอที่หวาดหวั่นทั้งหลาย ตัวดิฉันนั้นคิดอยู่เสมอว่า สำหรับบุพการีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลำบากหรือเปล่าเปลี่ยวเพียงไหนก็จะอดทนฝ่าไปให้ได้ กระนั้นก็ตาม ตั้งแต่ได้สมาคมกับมิซุโนะซัง ตัวดิฉันก็เริ่มเกียจคร้านในการกตัญญูต่อพ่อแม่ขึ้นมานิดหน่อย

               หากจะพูดไปก็เป็นเรื่องที่น่าละอาย มิซุโนะซังนั้นเป็นนักเรียนโรงเรียนพาณิชย์ที่อายุอ่อนกว่าดิฉันถึง 5 ปีเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็โปรดได้อภัยด้วยเถิด เพราะตัวดิฉันเองไม่มีทางเลือกอื่นใด ตอนฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ตาซ้ายของดิฉันมีอาการไม่ดี จึงไปหาจักษุแพทย์ที่อยู่ใกล้ ๆ ดิฉันจึงได้รู้จักกับมิซุโนะซังที่ห้องรอพบแพทย์ของโรงพยาบาลนั้นนั่นเอง

 

               ดิฉันเป็นผู้หญิงประเภทที่ชอบเสน่หาได้คนอื่นด้วยการมองเพียงแว่บเดียวเท่านั้น ลักษณะการติดผ้าปิดตาซ้ายแบบเดียวกับดิฉัน นั่งห่อไหล่ดูไม่ใคร่สบายแลเฝ้าเปิดพจนานุกรมดูหน้านั้นหน้านี้ซ้ำไปมานั้นดูช่างน่าสงสารยิ่งนัก ด้านดิฉันนั้น เป็นเพราะผ้าปิดตาทำให้ยังรู้สึกหดหู่ใจอยู่นั่นเอง แม้จะมองผ่านหน้าต่างห้องรอพบแพทย์เพื่อดูใบอ่อนของต้นชิอิที่อยู่ด้านนอกก็ตาม ใบอ่อนของต้นชิอิก็ถูกอาบไปด้วยแสงวาวของแดดจนดูราวกับติดไฟไหม้เป็นเปลวสีเขียวขึ้นมา ดิฉันคิดว่าสรรพสิ่งที่อยู่ภายนอกทั้งหมดเป็นเหมือนสิ่งที่อยู่ในประเทศแห่งเทพนิยายอันแสนไกล ส่วนการที่ดิฉันรู้สึกถึงความงามอย่างเลอเลิศที่ไม่ใช่สิ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ของใบหน้ามิซุโนะซังนั้น ดิฉันตระหนักดีว่าต้องเป็นความช่วยเหลือแห่งเวทย์มนตร์ของผ้าปิดตาของดิฉันอย่างแน่นอน

               มิซุโนะซังเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีคนที่อยากจะเข้าไปนับญาติด้วย ครอบครัวเป็นร้านขายยาที่พออยู่ได้ คุณแม่เสียชีวิตเมื่อมิซุโนะซังยังเป็นเด็กเล็ก ส่วนคุณพ่อก็เสียชีวิตไปอีกเมื่อมิซุโนะซังอายุ 12 ปี จากนั้น กิจการของครอบครัวก็ไม่สามารถสืบต่อได้ พี่ชาย 2 คนกับพี่สาว 1 คนล้วนกระจายกันไปอยู่กับญาติที่อยู่ไกลออกไป มิซุโนะซังที่เป็นลูกคนสุดท้องก็ต้องถูกหัวหน้าคนงานที่ร้านเลี้ยงดู แม้ตอนนี้จะได้รับโอกาสให้ไปเรียนที่โรงเรียนพาณิชย์ก็ตาม แต่นั่นก็ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่น้อย และทำให้ดูเหมือนกำลังผ่านแต่ละวันอัน ๆ เงียบเหงาอยู่อย่างนั้น มีเพียงเวลาที่ได้เดินเล่นกับดิฉันเท่านั้นหรืออะไรทำนองนั้นเท่านั้นที่ดูสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนของตัวเองก็พูดได้อย่างเปิดเผยร่าเริง แม้แต่เรื่องรอบตัวก็ดูเหมือนจะยังมีเรื่องที่ไร้อิสระอยู่มากมาย กระทั่งพูดถึงเรื่องที่ได้ให้สัญญาว่าจะไปเล่นน้ำทะเลกับเพื่อนตอนฤดูร้อนปีนี้ก็ยังมองไม่เห็นวี่แววของความสนุกแม้แต่น้อย แต่กลับดูซึมไปเสียอีก ในคืนนั้น ดิฉันได้กระทำการโจรกรรม ดิฉันขโมยชุดว่ายน้ำทะเลสำหรับผู้ชายมาหนึ่งชุด

 

               ดิฉันค่อย ๆ เข้าไปในร้านไดมารุซึ่งเปิดกิจการกว้างขวางที่สุดในเมืองนี้แล้วทำเป็นสนใจชุดลำลองฤดูร้อนสตรี และดึงชุดว่ายน้ำสีดำที่อยู่ด้านหลังเข้ามาเหน็บไว้ที่รักแร้อย่างพอดิบพอดี  จากนั้นจึงออกจากร้านมาอย่างเงียบ ๆ ทว่าเมื่อก้าวไปได้สองสามก้าว ก็ถูกส่งเสียงเรียก ‘นี่ คุณ’ จากด้านหลัง และคล้ายกับถูกความหวาดกลัวจนแทบจะตะโกน ‘ว้าก’ นั้นไล่กวดมา ดิฉันจึงออกวิ่งราวกับคนเสียสติ พอได้ยินเสียงตะโกนว่า ‘ ขโมย ! ’ ดังมาจากทางด้านหลัง บ่าก็ถูกฟาดดังพลั่ก เมื่อหันหน้ากลับไปก็ถูกชกเข้าที่หน้าผากเข้าอย่างจัง

               ดิฉันถูกพาตัวไปยังป้อมตำรวจ ที่หน้าป้อมตำรวจนั้น ผู้คนมารวมตัวกันมืดฟ้ามัวดิน ทุกคนล้วนแต่เป็นคนในเมืองนี้ที่รู้จักหน้าตากันทั้งนั้น ผมของดิฉันคลายออก แม้แต่ผ้าคลุมเข่ายังยื่นออกมาจากชายชุดยูกาตะ เป็นสภาพที่น่าสมเพชเหลือเกิน

               คุณตำรวจให้ดิฉันเข้าไปนั่งที่ห้องแคบ ๆ ปูด้วยเสื่อทะทะมิที่อยู่ด้านในของป้อมตำรวจ จากนั้นจึงถามดิฉันหลาย ๆ อย่าง เป็นตำรวจผิวขาว ใบหน้าเรียว สวมแว่นตากรอบทอง อายุราว ๆ 27 หรือ 28 ปี ดูท่าทางน่าขยะแขยง หลังจากที่ถามชื่อ ที่อยู่ และอายุของดิฉันตามปกติก่อนจะค่อย ๆ บันทึกลงสมุดจดแล้วจู่ ๆ ก็แสยะยิ้มอย่างมีเลศนัยออกมา และพูดว่า

               “ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วล่ะ?”

               ดิฉันรู้สึกได้ถึงความรู้สึกหวาดหวั่นที่เย็นเยียบขึ้นมา ตัวดิฉันไม่สามารถนึกคำตอบออกมาได้ หากมัวอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออกอยู่แบบนี้ จะต้องถูกจับเข้าตะราง ถูกตราด้วยบาปหนัก ดิฉันพยายามนึกหาคำพูดแก้ต่างเพื่อเอาตัวรอดให้ได้อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่อย่างนั้นเอง แต่ไม่รู้จะพูดยืนกรานอย่างไรดี ราวกับหลงอยู่ในเขาวงกตเลยทีเดียว ดิฉันไม่เคยพบกับเรื่องน่ากลัวถึงเพียงนี้มาก่อนเลย และคำพูดที่เหมือนตะโกนออกมาจากปากได้ในที่สุดนั้น แม้แต่ตัวดิฉันเองยังคิดว่าเป็นเรื่องกะทันหันที่ดูไม่ได้เอาเสียเลย แต่ราวกับต้องมนตร์ของสุนัขจิ้งจอก พอพูดออกมาได้เสียคำหนึ่งแล้วก็เริ่มพล่ามออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดราวกับเสียสติยังไงยังงั้น

               “จะขังดิฉันไม่ได้ ดิฉันไม่ผิด ดิฉันอายุ 24 แล้ว ดิฉันกตัญญูต่อพ่อแม่มาตลอด 24 ปี รับใช้พ่อกับแม่อย่างนอบน้อมตลอดมา ดิฉันผิดตรงไหนกัน ดิฉันไม่เคยถูกใครติเตียนลับหลังเลยสักครั้งเดียว มิสุโนะซังเป็นคนที่ยอดเยี่ยม อีกไม่นานจะต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่แน่นอน เขาสัญญาจะไปทะเลกับเพื่อนด้วย ทำไมการที่ดิฉันอยากตระเตรียมเพื่อให้ได้ไปทะเลเช่นคนทั่ว ๆ ไปถึงเป็นเรื่องไม่ดีได้เล่า ดิฉันมันโง่ แต่ถึงจะโง่ก็จะช่วยเตรียมการให้กับมิซุโนะซังผู้เลอเลิศนั้นให้ได้เห็น ท่านผู้นั้นเป็นคนที่เกิดมาอย่างผู้ดี ไม่เหมือนคนอื่น ๆ หรอกนะคะ ดิฉันจะเป็นยังไงก็ได้ ขอแค่ท่านผู้นั้นได้เติบใหญ่สู่โลกกว้างได้อย่างผ่าเผยเท่านั้น ดิฉันจะเป็นยังไงก็ช่าง ดิฉันมีงานที่จะต้องทำ จะเอาดิฉันเข้าคุกไม่ได้ ก่อนจะอายุ 24 ดิฉันไม่เคยทำความชั่วเลยสักครั้งเดียว เฝ้าปรนนิบัติพ่อแม่ที่อ่อนแอตลอดมา ไม่เอานะ ไม่เอา จะเอาดิฉันเข้าคุกไม่ได้ ดิฉันจะเข้าคุกไม่ได้ ฉันสู้อุตส่าห์อุตสาหะซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอด 24 ปี เพียงการกระทำที่หลงผิดเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นจะมาทำลาย 24 ปีที่ผ่านมา ไม่สิ ทำลายชีวิตทั้งชีวิตไม่ได้ มันไม่ถูกต้อง ดิฉันไม่ยอม มันพิลึกสิ้นดี แค่มือมันขยับไปโดยไม่ได้ตั้งใจเพียงนิดเดียวในช่วงหนึ่งของชีวิตถึงกับมาเป็นหลักฐานแห่งความเลวโดยสันดานได้รึไงกัน เกินไปแล้ว ดิฉันไม่ยอม ก็แค่เรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาแค่สองสามนาที เพียงแค่ครั้งเดียวไม่ใช่รึไง ดิฉันอายุยังน้อย มันเป็นชีวิตต่อจากนี้เลยนะ ดิฉันยังต้องดำเนินชีวิตอันอัตคัตขัดสนเช่นแต่ก่อนต่อไปอีก มันเรื่องแค่นั้นเอง ดิฉันไม่มีอะไรแปลกไปจากเดิมทั้งนั้น ยังเป็นซะกิโกะคนเดียวกับซะกิโกะเมื่อวานนี้นะคะ ไอ้ชุดว่ายน้ำทะเลชุดเดียวจะทำให้ร้านไดมารุเดือดร้อนแค่ไหนกันเชียว ขนาดคนที่รีดไถคนอื่นพันสองพันเยน ไม่สิ ทำลายชีวิตคนคนหนึ่งแล้วยังได้รับคำชมจากทุกคนก็ยังมีอยู่เลยไม่ใช่เหรอ คุกมันมีไว้สำหรับใครกันแน่ มีแต่คนไม่มีเงินเท่านั้นแหละที่ถูกยัดเข้าคุก ดิฉันน่ะยังพอจะเห็นใจพวกโจรได้อยู่ คนพวกนั้นน่ะมีนิสัยอ่อนแอและซื่อตรง ไปโกงใครเขาไม่ได้หรอก เพราะไม่ฉลาดแกมโกงขนาดจะไปหลอกคนอื่นมาบำเรอตัวเองได้ก็เลยถูกบีบคั้นจนต้องทำเรื่องโง่เขลา ไปจี้ปล้น จากนั้นก็ต้องถูกจับขังคุกตั้งห้าปีสิบปี ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ประหลาดเสียจริง พิลึกเหลือเกิน มันเรื่องอะไรกัน ช่างบ้าบอสิ้นดี”

               ดิฉันคงจะเพี้ยนไปแล้ว ไม่ผิดแน่นอน คุณตำรวจทำสีหน้าเย็นชาและจ้องมองหน้าดิฉัน ดิฉันนึกชอบคุณตำรวจคนนั้นขึ้นมาแว่บหนึ่ง แม้จะร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่แต่ดิฉันก็พยายามฝืนยิ้มให้ดู ไม่ว่ายังไงดิฉันก็ดูเหมือนจะเคยได้รับการปฏิบัติอย่างคนป่วยทางจิตมาก่อน คุณตำรวจกรุณาพาฉันมายังสถานีตำรวจอย่างระมัดระวัง ค่ำคืนนั้นดิฉันถูกส่งตัวเข้าห้องขัง พอรุ่งเช้าพ่อก็มารับ ดิฉันได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ ระหว่างทางกลับบ้านพ่อไม่ได้ตบตีอะไรดิฉันเลย มีถามฉันเพียงครั้งเดียวเท่านั้นแล้วก็ไม่พูดอะไรอื่นอีก

               เมื่อได้เห็นหนังสือพิมพ์ฉบับเย็น ใบหน้าของดิฉันก็แดงมาจนถึงใบหู เพราะมีเรื่องของดิฉันตีพิมพ์อยู่ในนั้น เป็นพาดหัวข่าวด้วยภาษาสุภาพว่า “แม้ขโมยก็ยังมีเหตุผล หญิงสาวฝ่ายซ้ายวิปลาสรำพัน” ความอัปยศไม่ได้มีเพียงแค่นั้น บรรดาเพื่อนบ้านยังพากันเดินป้วนเปี้ยนรอบบ้านดิฉัน ในตอนแรกดิฉันก็ไม่รู้ว่ามากันทำไม แต่ตอนที่ได้รู้ว่าทุกคนพากันมาเพื่อแอบดูสภาพของดิฉันนั้น ดิฉันถึงกับตัวสั่นเทาเลยทีเดียว ดิฉันเริ่มเข้าใจชัดแจ้งขึ้นมาแล้วว่า การกระทำเพียงเล็กน้อยของตัวดิฉันเป็นเรื่องใหญ่โตได้เพียงไหน ในตอนนั้น หากที่บ้านของดิฉันมียาพิษอยู่ล่ะก็ ดิฉันคงจะดื่มมันได้อย่างไม่สะท้านเป็นแน่ หรือหากมีกอไผ่อยู่ใกล้ ๆ บ้าน ดิฉันก็คงจะไปแขวนคอตายได้อย่างสบายใจเลยทีเดียว ส่วนครอบครัวของดิฉันก็ปิดร้านเป็นเวลาสองสามวัน

               ในที่สุด ดิฉันก็ได้รับจดหมายจากมิซุโนะซัง

               “ผมเป็นคนที่เชื่อใจซะกิโกะซังมากที่สุดในโลกนี้ แต่ซะกิโกะซังยังด้อยการศึกษา ซะกิโกะซังเป็นผู้หญิงที่ซื่อตรงก็จริง แต่จากสภาพแวดล้อมทำให้มีจุดที่ยังไม่ถูกต้องอยู่ ซึ่งผมพยายามจะแก้ไขจุดนั้นเรื่อยมา ทว่ามันก็มีสิ่งที่ไม่สามารถทำได้อยู่เช่นกัน มนุษย์จะขาดการศึกษาไม่ได้ วันก่อนผมไปเล่นน้ำทะเลกับเพื่อน และได้ถกกันอย่างยืดยาวที่ชายหาดเกี่ยวกับความจำเป็นของความทะเยอทะยานของมนุษย์ พวกผมคงจะยิ่งใหญ่ขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ได้ ซะกิโกะซังก็โปรดใช้ชีวิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ชดใช้ความผิดที่ก่อขึ้นแม้แค่หนึ่งในหมื่นก็ตาม เพื่อเป็นการขออภัยต่อสังคมอย่างเต็มที่ จงเกลียดแค้นความผิดนั้น แต่อย่าได้เกลียดแค้นผู้คนเหล่านั้น” - มิซุโนะ ซาบุโระอุ (อ่านจดหมายนี้จบแล้วได้โปรดเผาจดหมายนี้ทิ้งซะ กรุณาเผาไปพร้อมกับซองด้วย ต้องเผาให้ได้นะ)

              

               นี่เป็นเนื้อความในจดหมายทั้งหมด ดิฉันลืมเรื่องที่ว่ามิซุโนะซังถูกเลี้ยงดูอย่างคนมีสตางค์แต่ดั้งเดิมไปเสียสนิท

               วันแห่งความทรมานใจผ่านวันแล้ววันเล่า รู้สึกเหงาใจขึ้นมาได้ถีงเพียงนี้ ในคืนนี้ พ่อพูดว่าหลอดไฟหม่นแสงถึงขนาดนี้จะทำเศร้าซึมอยู่ไม่ได้ แล้วจึงเปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดสว่างขนาด 50 โฌะกุ จากนั้น สามคนพ่อแม่ลูกก็นั่งทานข้าวเย็นกันใต้หลอดไฟแสนสว่างนั้น แม่ได้แต่พูดว่า อา สว่าง สว่างเหลือเกิน ซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็เอามือที่ถือตะเกียบไปบังตรงหน้าผากดูร่าเริงมีชีวิตชีวา ตัวดิฉันเองก็รินเหล้าให้พ่อ

               ความสุขของพวกเราที่สุดแล้วมันก็เป็นแค่การเปลี่ยนหลอดไฟในห้องเช่นนี้เอง พอดิฉันลองแอบพูดกับตัวเองอย่างนั้นก็ไม่ได้เกิดวามรู้สึกเหงาอะไรสักเท่าไหร่ กลับมีแต่ความรู้สึกว่าด้วยโคมไฟที่เรียบง่ายนี้ ครอบครัวของเราเป็นดั่งโคมไฟหมุนที่สวยงาม อา อยากจะถ่ายทอดความรู้สึกปีติยินดีอย่างเงียบ ๆ ที่กำลังเอ่อล้นจากในหัวใจนั้นไปให้ถึงกระทั่งเหล่าแมลงที่ส่งเสียงอยู่ในสวนว่า ถ้าจะแอบดูก็แอบดูไป ก็พวกเราพ่อแม่ลูกนั้นช่างงดงามเหลือเกิน

 

*********

 
แปลจากเรื่อง 燈籠 (tourou) 
ของ 太宰治 (dazai osamu) 
 

edit @ 22 Apr 2013 11:10:35 by NSLR

Comment

Comment:

Tweet

คนเรามักจะเข้าข้างตัวเอง และหาข้ออ้างให้กับความผิดของตัวเองเสมอ Hot! sad smile

#6 By บุรุษนิรนาม on 2013-04-24 13:03

@nirankas  ว่าแต่จะมีใครเลื่อนลงมาอ่านสองบรรทัดนี้แล้วพาลไม่อ่านทั้งเรื่องรึเปล่านะ 5555 

#5 By NSLR on 2013-04-22 23:04

เค้าแซวเล่นนะตัวเอง
แต่อ่านจบจริงๆ
( Hot! Hot! )

#4 By Nirankas on 2013-04-22 22:23

@nirankas  ......สรุปได้ในสองบรรทัด แล้วที่อุตส่าห์แปลมามันคืออาราย......... (T^T)

#3 By NSLR on 2013-04-22 20:32

อ่านจบ
เอาเป็นว่าขโมยชุดว่ายน้ำเสร็จก็กลับมาบ้าน
ทานข้าวเย็นภายใต้แสงจากหลอดไฟใหม่
( Hot! Hot! )

#2 By Nirankas on 2013-04-22 19:48

ว่าจะแบ่งเป็นตอนๆ แต่ก็เปลืองจำนวน entry... ใครอ่านจนจบครบทุกตัว ก็ขอชาบู...... 

#1 By NSLR on 2013-04-22 11:15

My latest images for sale at Shutterstock:

My most popular images for sale at Shutterstock:

Shutterstock Stock Photo Keyword Search:

Search Terms: